ในขณะที่เขียนนี้ Game of Thrones ซีซั่น 7 ก็เดินเรื่องมาถึงตอนที่ 5 แล้ว เหลืออีก 2 ตอนก็จะจบซีซั่นนี้ รออีกที อีก 2 ปีกว่าจะได้ดูซีซั่นสุดท้าย (สงสัยคงได้ลงแดงตายก่อนแน่ๆ ฮ่าๆๆ) สำหรับซีซั่นนี้ ต้องบอกว่า หลายๆฉากถ่ายทำในประเทศสเปน ฉากที่เด่นมากๆ และออกบ่อยมากๆ คือฉากใน Dragonstone ซึ่งเป็นที่ที่มีการพบปะกันของตัวละครหลักหลายตัวในเรื่อง (เผื่อใครยังไม่ได้ดูจะไม่สปอยล์ละกันเนอะว่าใครเจอใคร!) งานนี้ต้องชมทั้งฝ่ายหาโลเคชั่น ฝ่าย CG ที่สามารถเนรมิตฉากออกได้ปังและอลังการงานสร้างมาก หลายคนอาจจะสงสัยว่า ไปถ่ายกันที่ไหนนะ มันมีสถานที่แบบนี้ด้วยหรอ หรือว่าใช้ CG ทำล้วนๆ?

จริงๆซีรีย์เรื่องนี้ใช้สเปนเป็นสถานที่ในการถ่ายทำทั้งแต่ซีซั่นที่ 6 แล้ว) ซึ่งหลายๆที่ติ๊ดตี่ก็มีโอกาสได้ไปมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงรีวิว (เพราะแอบขี้เกียจ ฮ่าๆ)  วันนี้ฤกษ์งามยามดี เลยคิดว่าน่าจะมานั่งรีวิวเก็บไว้ซักหน่อย เผื่อใครอยากจะไปตามรอยเที่ยวชมบ้าง  

สถานที่ที่ใช้เป็นฉากหลังของ Dragonstone นี้ก็คือ บริเวณชายฝั่งแคว้นบาส์ก (País Vasco) ทางตอนเหนือของสเปน ณ จุดที่เป็นเกาะเล็กๆ ที่ชื่อว่า San Juan de Gaztelugatxe (ซาน ฆวน เด กัสเตลูกัตเช) ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งในเขตเมืองเบร์เมโอ (Bermeo) จังหวัดบิลเบา (Bilbao) นั่นเอง สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะมาเที่ยวสเปน บอกเลยว่า สเปนตอนเหนือสวยไม่หยอก อาหารก็อร่อยมาก (ส่วนตัว อาหารสเปนแคว้นบาส์กกับกาตาลันอร่อยสุดแล้ว!) 

เมืองเบร์เมโอ

การเดินทางมายังจุดนี้ไม่ยากอย่างที่คิด จากมาดริด สามารถนั่งรถไฟ รถบัส หรือเครื่องบินก็ได้มาลงที่บิลเบา จากนั้นให้นั่งรถไฟสายท้องถิ่นหรือรถบัสก็ได้มาลงที่เมืองเบร์เมโอ ตอนนั้นติ๊ดตี่กะเพื่อนนั่งรถไฟกันมา ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ถึง จากนั้น ให้ต่อรถแท็กซี่บัสไปลงตรงป้ายใกล้ๆทางลงไปเกาะ คนขับรถจะบอกเราเอง ไม่ต้องกลัวลงไม่ถูก พูดสเปนไม่ได้ก็ไม่ต้องกลัว เพราะเรามีภาษาใบ้ ภาษามือ และรูปในกูเกิ้ล! ฮ่าาาา

รถไฟท้องถิ่นที่เรานั่งมาจากบิลเบา

Tourist Office ตั้งอยู่ตรงปลายสวนสาธารณะกลางเมือง (ตึกที่มีหอ)

ขั้นแรก เมื่อไปถึงเมืองเบร์เมโอ แนะนำให้เข้าไปที่ Tourist Office ของเมืองก่อน ไปถามจนท.ว่า จะไป San Juan de Gaztelugatxe ต้องไปขึ้นรถคันไหน ตรงไหน เพื่อความชัวร์ เพราะลักษณะรถมันหน้าตาเหมือนรถแท็กซี่ธรรมดา และก็จะจอดรวมๆกับแท็กซี่คันอื่นๆ ตอนที่เราไปกัน รถแท็กซี่จอดบริเวณใกล้ๆท่าเรือฝั่งที่ติดกับสวนสาธารณะ (ตามรูปข้างบน) ซึ่งตอนนั้น สถานที่แห่งนี้ก็มีคนมาเที่ยวบ้างแล้วนะคะ แต่ยังไม่มากเท่าไหร่ แต่คิดว่าตอนนี้ พอซีรีย์ออกไป มันน่าจะบูมมากขึ้น คนน่าจะมาเที่ยวตามรอยซีรีย์กันมากขึ้น และอาจจะทำให้มีระบบขนส่งสาธารณะอะไรที่เป็นกิจจะลักษณะมากกว่านี้รึปล่าว อันนี้ก็เป็นไปได้นะคะ ลองเช็คดูอีกที

ตอนที่ติ๊ดตี่ไปกับเพื่อน นับเป็นความโชคดีของเรามากๆที่ทางจนท.บอกเราว่า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ สถานที่แห่งนี้จะปิดเพื่อถ่ายทำซีรีย์เรื่อง Game of Thrones ซีซั่นใหม่ #นี่มาปาดหน้ากองถ่ายเรยนะ! เราเลยต้องเปลี่ยนแผนฉับพลัน จากเดิมที่ว่าจะไปวันรุ่งขึ้น เป็นไปบ่ายนี้เลย! ไม่ง้านอดไปแน่ๆ!

แท็กซี่บัสที่ว่านี้ เป็นรถ 7 ที่นั่ง สนนราคาคนละ 1.30 ยูโร นั่งได้ 7-8 คน แต่ขาไปนี่เหมือนเราเหมารถไปเรย เพราะมีชะนีเอเชียหัวดำนั่งกันอยู่สองคนในรถเท่านั้น! ขับไปกลางทางถึงมีผู้ร่วมทางมาเพิ่มอีกหนึ่ง สำหรับระยะทางจากตัวเมืองไปยังจุดที่รถจะจอดส่งเรานั้นอยู่ที่ประมาณ 6 กม. นั่งไป 15 นาทีถึง เพราะเป็นการขับข้ามเขาไป และแวะจอดรับคนระหว่างทางด้วย เลยไปได้ไม่เร็วเท่าไหร่

จุดที่รถจะจอดส่งเราจะเป็นบริเวณเนินเขา ตรงนั้นจะมีลานจอดรถ สำหรับคนที่ขับรถมาเองก็ต้องจอกรถไว้ตรงนี้แล้วเดินลงไป อ้อ ก่อนลงจากรถ ถามคนขับให้แน่ใจว่า ขากลับมีรอบเวลาไหนบ้าง เพราะรถไมได้วิ่งถี่มาก ถ้าตกรถไปล่ะจบเห่! บริเวณลานจอดรถนี้เป็นจุดที่เห็นวิวชายฝั่งทะเลกันตาบริโก (Mar Cantábrico) ได้จากมุมสูง คือ สวยมากๆ นี่ยังไม่ทันลงไปตรงเกาะก็รัวถ่ายเป็นสิบๆช็อตแล้ว!

จากตรงนั้น เราต้องเดินเท้าลงเขาไปราวๆสองกิโล ใช้เวลาประมาณ 25 นาที (ตามป้าย แต่เดินจริงครึ่งชม.กว่าๆได้!) กว่าจะถึงจุดที่เป็นสะพานเชื่อมขึ้นไปยังเกาะ 

ทางเดินลงไปเป็นทางธรรมชาติ คือ เป็นหิน ดิน มีความขรุขระ ต่างระดับ ค่อนข้างชันในบางจุด แนะนำให้สวมรองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าที่เกาะพื้นได้ดีหน่อย (เก็บส้นสูง/รองเท้าแตะแบบคีบไว้ที่บ้านก่อนนะคะ!) ถ้าช่วงฝนตกไม่แนะนำให้เดินลงทางนี้ เพราะมันจะลื่นและแฉะมาก ให้ไปเดินลงทางถนนอีกทาง (ที่เพิ่งเห็นตอนลงไปสุดทางว่ามันมีถนนตัดมาถึงตรงสะพานข้ามเลย) แต่ดูแล้วทางถนนจะอ้อมหน่อย เดินไกลกว่า

ตลอดทางเดินลงมีจุดให้แวะถ่ายรูปเป็นระยะๆ คือ มันสวยทุกๆห้าเมตรสิบเมตรเลย! พอถึงจุดที่เริ่มเห็นเกาะและสะพานเชื่อมเกาะนี่ คณะเราก็รัวถ่ายรูปไม่ยั้งเลย (ฮ่าๆๆ) เพราะมันสวย มันมหัศจรรย์มาก ทั้งทำเล ชัยภูมิ บรรยากาศโดยรอบ รวมถึงอากาศวันนั้นก็ดีมาก ทำให้ทุกอย่างมันดีไปหมด!

 

จุดที่แบบเห็นแล้วสะพรึงจิตมาก คือ ตรงส่วนที่เป็นสะพานเชื่อมฝั่งกับเกาะ ตัวสะพานสร้างบนหินธรรมชาติ เชื่อมไปยังเกาะ แล้วไต่ระดับขึ้นไปสู่โบถส์เล็กๆที่ตั้งอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของเกาะ งานนี้ นอกจากวิวจะสวยสะพรึงแล้ว จำนวนขั้นบันไดก็ทำให้เราสะพรึงเช่นกัน! ฮ่าาา แต่มาถึงทั้งที ก็ต้องไปให้สุด ถึงจะต้องไต่ขึ้นบันไดขึ้นไป 241 ขั้นก็ต้องทำแล้วล่ะ ณ จุดนี้!

 

ระหว่างทางขึ้น คงไม่ต้องมีคำบรรยายใดใดซักคำให้ลึกซึ้ง เพราะสวยทุกมุม ทุกช็อต เชิญรับชมภาพกันเอาเองแล้วกัน!

โบสถ์นี้สันนิษฐานกันว่า สร้างขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 เพื่ออุทิศแด่นักบุญ Juan (ฆวน) หรือ John (จอห์น) ในภาษาอังกฤษ ตามธรรมเนียมเมื่อขึ้นไปถึงแล้ว เค้าให้เคาะระฆังสามครั้ง แล้วขอพร

พอได้เวลากลับ ก็ต้องเดินกลับขึ้นไปตามทางเดิมที่ลงมานั่นแหละ! พอคิดว่าต้องตะกายกลับขึ้นไปทางเดิมก็เหนื่อยแล้ว เพราะตอนขาลงไม่เท่าไหร่ ขาขึ้นนี่เหนื่อยหอบเอาเรื่อง (ฮ่าๆๆ)

พอขึ้นมาใกล้ๆจุดจอดรถ จะมีร้านอาหาร ร้านกาแฟที่ไปนั่งชิวได้ นั่งจิบน้ำจิบท่าได้ เข้าห้องน้ำได้ แถมมีวิวสวยๆให้ดูอีก พอทำธุระเสร็จ ก็ข้ามไปรอรถอีกฝั่ง คนละฝั่งกับตอนที่เรานั่งมา รอเวลารถมารับกลับไปยังเมืองเบร์เมโอ ก็เป็นอันจบทริปครึ่งวันของเรา 

สำหรับใครที่อยากจะไปเที่ยวที่นี่ แนะนำให้มาช่วงที่อากาศดีๆ ควรเช็คสภาพอากาศก่อนมาถ้าเป็นไปได้ สวมเสื้อผ้าที่คล่องตัว จะสวย จะ Vogue ก็ได้ แต่ต้องมั่นใจว่าใส่แล้วจะไม่ทำให้การเคลื่อนตัวลำบากนะคะ ส่วนรองเท้า ควรเป็นรองเท้าที่เดินเหินได้สะดวกๆ (เพราะต้องเดินขึ้นลงทางค่อนข้างชันในบางจุด) และสบายเท้า (เพราะเดินนาน เดินไกล)

สายการบินที่สามารถบินมาลงที่ Bilbao ได้มีหลายสายมากๆ สามารถเข้าไปเช็คในเว็บไซต์ต่างๆได้ไม่ยาก มีทั้งโลว์คอสท์ ไฮคอสท์ มีหมด หรือถ้าจะนั่งรถไฟ ก็เช็ครอบได้ที่ www.renfe.com 

ส่วนรถไฟจาก Bilbao มา Bermeo จะเป็นรถไฟสายท้องถิ่นที่วิ่งระหว่างเมืองใกล้ๆ Bilbao สามารถเช็ครอบรถได้ที่ http://www.euskotren.eus/sites/www2.euskotren.es/files/E4_Bilbao-Bermeo.pdf

สำหรับรอบรถแท็กซี่บัส ให้เช็คกับ Tourist Office ของเมือง Bermeo อีกทีนะคะ

 

เจอกัน ENTRY หน้าค่ะ! (ถ้ามี)

¡HASTA PRONTO!

edit @ 15 Aug 2017 22:57:33 by Sea So Sweet

Comment

Comment:

Tweet