...ความเดิมจากตอนที่แล้ว จขบ.และเพื่อนสาวได้ไปเดินขึ้นเขา Monte Urgull ชมวิวทิวทัศน์ของเมืองซานเซบาสเตียน (ที่สวยจนเพ้อออ) แล้วก็ลงมาเติมพลังกันที่ร้านอาหารแนะนำประจำเมือง สำหรับครึ่งวันที่เหลือ เราตั้งใจจะเดินเลียบชายหาดกอนช่า (Playa de la Concha) ไปเรื่อยๆจนสุดที่วังมิรามาร์ (Palacio de Miramar) แล้วก็เดินต่อไปขึ้นกระเช้าเพื่อขึ้นไปยังยอดเขาอิเกลโด้ (Monte Igueldo) เพื่อดูวิวทิวทัศน์จากอีกมุมนึงของเมือง สิริรวมระยะทางร่วมสองกิโลเมตร!!! 
 
เอาล่ะ เราออกสตาร์ทช่วงบ่ายๆ เวลานี้เริ่มมีคนมานอนอาบแดดกันแล้วค่ะ พื้นที่ชายหาดเลยถูกจับจองเป็นหย่อมๆ ดูคนเค้าเอนจอยกันมากค่ะ ผิดกับชาวต่างด้าวอย่างเราสามคน ที่เดินหลบแดดกันให้วุ่น ฮ่าๆๆๆ คือ จริงๆจขบ.ชอบแดดหน้าหนาวนะคะ มันเย็นๆอุ่นๆกำลังดี แต่นี่มันแดดกลางเดือนเมษา ซึ่งแม้ว่ายังคงเป็นหน้าฤดูใบไม้ผลิของที่นู่น แต่ความแรงของรังสีนี่เข้าขั้นเอาเรื่องเลยค่ะ ทะลุทะลวงมาก กลับจากทริปคราวนี้ ชาวทริปเลยได้ผิวสีแทน(ที่จะขาว)มากันถ้วนหน้าค่ะ Surprised
 
 
 
ระยะทางตรงช่วงชายหาดนี้ประมาณหนึ่งกิโลกว่าๆค่ะ แต่ด้วยอากาศร้อน บวกแดดเปรี้ยง ทำเอาจขบ.เดี้ยงไปเหมือนกัน Foot in mouth แต่ในที่สุดเราก็เดินมาถึงวังมิรามาร์ค่ะ ขอยกเอาภาพที่จขบ.ถ่ายตอนเดินขึ้นเขา Urgull มาประกอบอีกทีนะคะ อาคารสีแดงๆนั่นแหละค่ะ คือ Palacio de Miramar ถ้าแปลตรงตัวจะแปลได้ว่า "วังชมทะเล"  ก็นับว่าตั้งชื่อได้เหมาะเจาะมาก วังสไตล์อังกฤษแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1893 เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศในช่วงฤดูร้อนของราชวงศ์สเปนสมัยก่อน แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วังก็ถูกเปลี่ยนถ่ายย้ายมือมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันที่นี่กลายเป็นสถานที่เรียนภาคฤดูร้อนของมหาวิทยาลัย País Vasco และเป็นศูนย์ทางด้านดนตรีของแคว้นด้วยค่ะ เห็นเค้าว่า ข้างในเข้าไปดูได้ แต่จขบ.และคณะไม่ได้เข้าไปค่ะ นอนแผ่กันอยู่ตรงสนามหญ้าหน้าวัง หลังจากเดินมาราธอนมาร่วมชม.!
 
 
 
 
จากภาพข้างบน จขบ.และเพื่อนสาวเดินกันมาตั้งแต่ต้นหาดตรงมุมซ้ายสุดของรูปนู้นเลยค่ะ 
 
ตรงสนามหญ้าหน้าวังนี้เป็นมุมที่ชิลสุดๆเลยค่ะ นอนเล่น นั่งเล่น อ่านหนังสือ ปิคนิคไรได้หมด ถ้าใครมีโอกาสมา และมีเวลาอยู่เมืองนี้พอสมควร แนะนำให้มานั่งเล่นปิคนิคแถวนี้เลยค่ะ เริ่ดมาก 
 
 
 
 
อันนี้ถ่ายข้างหน้าวังค่ะ Foot in mouth
 
 
นอนเล่นกลิ้งเกลือกกันเป็นคู่ๆเลยค่ะ ณ จุดนี้ จขบ.อิจฉามากไรมาก Yell
 
 
มีทางเดินลงยังหาด Ondarreta ด้วยค่ะ
 
หลังจากนั้นเราเดินเลาะชายหาด Ondarreta ไปจนถึงจุดขึ้นกระเช้าตรงเชิงเขาอิเกลโด้ (Monte Igueldo) ค่ะ จขบ.จำไม่ได้ว่าค่าขึ้นเท่าไหร่นะคะ แต่รู้สึกว่าจะไม่แพงมาก ยอดเขาแห่งนี้เป็นจุดที่คนนิยมมาถ่ายรูปมุมสูงของเมืองซานเซบาสเตียนมากที่สุดค่ะ เพราะสามารถมองเห็นตัวเมืองแบบพาโนรามาเลยค่ะ พวกรูปโปสการ์ดที่ขายตามร้านของทีระลึก ถ่ายจากยอดเขานี้ทั้งนั้นเลยค่ะ ข้างบนเป็นสวนสนุกเล็กๆ เหมาะกับเด็กๆมากกว่าผู้ใหญ่ค่ะ มีล่องแก่งระยะทางสั้นๆ ซึ่งจขบ.ไปนั่งกะเพื่อนมา ตัวเรือที่เรานั่งมันจะวิ่งไปรอบๆยอดเขา ทำให้เห็นวิวในมุมที่เดินไปไม่ถึงด้วยค่ะ สวยจนลืมถ่ายรูปเลยค่ะ กลัวตกด้วย ไม่กล้าหมุนตัวมาก เพราะมันเกาะขอบเขาจริงๆค่ะ Foot in mouth เสียดาย นั่งแป๊ปเดียว ครบรอบซะแร้ว ถ้าอยากนั่งอีกต้องเสียเงินอีก แพงซะด้วย เลยพอ เดินถ่ายรูปดีกว่า เรางก (ฮาาาา) นอกจากล่องแก่งแล้วก็มีบ้านผีสิงเด็กๆ รถไฟเหาะเด็กๆ มีม้าแคระให้เด็กๆขี่ มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร มีประภาคารด้วย แต่เราขอดื่มด่ำกับวิวตรงหน้าเราดีกว่าค่ะ เพราะมันสวยแบบหายเหนื่อยมาก ที่เดินตากแดดตัวดำเท้าบวมมาทั้งวัน มาเจอวิวนี้ มันคุ้ม มันฟินมาก นี่พูดเลยยย!
 
 
 
เขาฝั่งตรงข้าม คือ Monte Urgull ที่เราขึ้นไปเมื่อเช้าค่ะ 
 
 
เกาะ Santa Clara ค่ะ จะเห็นว่า ด้านที่ปะทะคลื่นลมเรียบลื่นเหมือนโดนตัดฉับไปเลยค่ะ
 
 
มุมนี้ถ่ายจากอีกฟากของยอดเขาค่ะ 
 
หลังจากอิ่มกับวิวข้างบนแล้ว ก็ได้เวลาลงมาข้างล่างค่ะ เพราะใกล้มืดเต็มที ลงจากกระเช้า เราก็เดินลงมายังชายหาด Ondarreta ค่ะ บริเวณนี้มีแลนด์มาร์คที่สำคัญของเมืองซานเซบาสเตียนอยู่อีกแห่งหนึ่ง คือ Peine del Viento (เปยเน่ เดล เบียนโต้) เป็นสิ่งก่อสร้างรูปร่างคล้ายตะขอ ทำจากเหล็ก มีสามอัน แต่ละอันหนักประมาณ 10 ตัน บางอันยึดติดอยู่กับก้อนหินในทะเล บางอันอยู่ติดกับฝั่งตรงปลายสุดของหาด Ondarreta เค้าว่ากันว่าเป็นผลงานที่สร้างชื่อให้กับสถาปนิกชื่อ Eduardo Chillida ค่ะ ส่วนตัว จขบ.ไม่ได้ว้าวมากกับสิ่งนี้นะคะ ออกไปทางไม่ค่อยเก็ทมากกว่าว่า เค้าสร้างมาทำไม (ฮาาาา) ใครหัวอาร์ตๆช่วยสงเคราะห์หน่อยค่ะ Foot in mouth
 
 
 
 
ตรงนี้เค้ามีลูกเล่นอีกอย่างหนึ่งค่ะ คือ พื้นตรงนั้นที่เป็นหินบล็อคๆ มันจะมีรูอยู่ค่ะ มีหลายรูเลย ให้คนขึ้นไปยืนได้ ข้างใต้น่าจะเป็นโพรง ทำให้พอคลื่นซัดเข้ามาใต้พื้น ลมมันเลยพัดตีขึ้นมาค่ะ แรงจนน่าตกใจทีเดียว เป็นที่สนุกสนานของทั้งคนท้องถิ่น รวมถึงเราชาวต่างด้าวมากค่ะ Surprised
 
 
ดูความแรงของลมที่พุ่งขึ้นมาจากรูได้จากผ้าพันคอนางค่ะ
 
 
ส่วนน้องหนูผู้ชายคนนี้ นางกรี๊ดแต๋วแตกมากค่ะ ตามรูป ฮ่าๆๆๆ Kiss
 
เสร็จจากตรงจุดนี้จขบ.และเพื่อนสาวเกิดอยากลงทะเลค่ะ อยากรู้ว่าน้ำทะเลที่นี่มันหนาวซักแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่าตอนไปนี่ยังไม่เข้าหน้าร้อนเต็มๆนะคะ ปรากฎว่า มันหนาวจี๊ดไปถึงกระดูกเลยค่าาา ขนาดแค่ลงไปจุ่มๆเท้าในน้ำเบาๆ ไม่ไหวจริงๆค่ะ นับถือคนที่นี่มาก เพราะแต่ละคนกล้าลงไปแหวกว่ายอย่างสบายใจ เราชาวไทยขอบายค่ะ Foot in mouth
 
คืนนั้นเราไม่ได้กินอะไรกันเป็นพิเศษค่ะ จริงๆจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากินอะไรไป เพราะไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลยค่ะ สงสัยมันจะไม่ค่อยพิเศษเท่าไหร่ (ฮาาาา) รุ่งขึ้นอีกวัน เรามีเวลาเดินเที่ยวซานเซบาสเตียนอีกครึ่งวันกว่าๆ แล้วก็ต้องนั่งรถต่อไปยังเมือง Zaragoza ค่ะ หลักๆเราเดินเก็บบรรยากาศกันมากกว่า ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมที่ไหนเป็นพิเศษค่ะ เพราะฉะนั้น จขบ.ขอลงรูปบรรยากาศของเมืองโดยรวมไปเลยนะคะ
 
 
บริเวณปากแม่น้ำของเมืองค่ะ 
 
 
เราข้ามสะพานมาดูอีกฟากของเมือง ซึ่งถูกกั้นด้วยแม่น้ำ Urumea ค่ะ
 
 
 
 
ข้ามแม่น้ำไปก็จะเจอชายหาดอีกแห่งของเมืองค่ะ
 
 
 
 
Puente de María Cristina สะพานมาเรียคริสติน่า
 
 
ถนนสายหลักที่ตรงเข้าสู่ย่านเมืองเก่า
 
 
 
ดอกอะไรก็ไม่รู้ค่ะ แต่สวยมากกก
 
 
 
Ayuntamiento ศาลาว่าการเมือง
 
สิ่งที่พิเศษสำหรับวันนี้ คือ อาหารมื้อสุดท้ายที่นี่ค่ะ เราไปกิน pintxos กันค่ะ "ปิ๊นโชส" คือ อาหารประเภทขนมปังแข็งโปะหน้าต่างๆ คือ เค้าจะใช้ขนมปังฝรั่งเศสยาวๆ ตัดตามแนวขวางเฉียงๆ ความหนาประมาณ 1-2 ซม. แล้วโปะหน้าด้วยท็อปปิ้งต่างๆ เช่น หน้าปลาหมึกยักษ์ หน้าซีฟู๊ด หน้าแซลมอนรมควัน หน้าไข่เจียวสเปน และอีกหลากหลายหน้าแล้วแต่ร้านจะคิดสูตรค่ะ pintxos เป็นอาหารพื้นเมืองของแคว้น País Vasco เราปลื้มสิ่งนี้กันมากกกกทีเดียว ตั้งแต่ตอนไปกินที่ Bilbao แล้วค่ะ แต่สนนราคาต่อชิ้นไม่ถูกเท่าไหร่นะคะ ถ้าเลือกแบบหน้าที่ใส่กุ้ง ใส่ปลาแซลมอน หรือปลาหมึกยักษ์ จะราคาประมาณ 2-3 ยูโรขึ้นไปต่อชิ้นค่ะ ชิ้นนึงมันก็ไม่ใหญ่มาก กินสองคำก็หมดแล้วค่ะ   
 
 
 
บรรยากาศตรงเคาท์เตอร์หน้าร้านค่ะ จะมี pintxos ให้เลือกหยิบหลายหน้ามากๆ แต่ละหน้าราคาจะไม่เท่ากัน ถ้าหน้าไฮโซหน่อย ก็แพงหน่อย มีทั้งแบบใส่ชีส ใส่ผักดอง ใส่ jamón (แฮมสเปน) มีปลาแอนโชวี่ ปลาหมึกยักษ์ กุ้ง โอ๊ย เยอะมากค่ะ ละลานตา น้ำลายไหลสุดๆ Undecided คนที่นี่เค้านิยมกินกันชิ้นสองชิ้น แกล้มกับเบียร์ แล้วก็เม๊าท์มอยกันไป ไม่ได้กินเอาอิ่มอะไรค่ะ
 
 
 
ตรงแบล็คบอร์ดก็จะมีเมนูอื่นๆของร้านเขียนไว้ด้วยค่ะ ใครอยากสั่งอย่างอื่นมาทานเพิ่มก็ได้ ส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นบ้านแบบสเป๊นสเปน คือ หนักไปทางย่าง ผัด (กับน้ำมันมะกอก) ต้ม อบ แล้วก็โรยเกลือๆๆ ที่นี่อะไรๆก็โรยเกลือกับราดน้ำมันมะกอกค่ะ กินกันจนไตทำงานหนักเลยค่ะ! ส่วนราคาต่อจาน ถือว่าไม่ถูกเท่าไหร่ ค่อนไปทางแพงสำหรับชาวต่างด้าวอย่างเรา จานนึงประมาณ 10 ยูโรขึ้นไปค่ะ (400 บาท) แต่ก็ไม่ได้ถือว่าแพงมากสำหรับค่าครองชีพที่นู่นนะคะ คณะสาวสาวสาวของเราเลยจัดมาดังนี้ค่ะ
 
 
อันนี้ท็อปปิ้งข้างบนเป็นหนวดปลาหมึกยักษ์ (Octopus) ค่ะ
 
 
อันนึงรู้สึกจะเป็นปลา แต่จขบ.จำไม่ได้แล้วว่าปลาอะไร ส่วนอีกอันจำไม่ได้เลยค่ะ Foot in mouth
 
 
 
ส่วนจานนี้เป็นเมนูโปรดมากของจขบ.เลยค่ะ มันคือ กุ้งกับหนวดปลาหมึกยักษ์ซึ่งรู้สึกว่าเค้าจะเอาไปต้มให้มันสุกประมาณนึงก่อนนะคะ แล้วเอาไปผัดคลุกเคล้าในน้ำมันมะกอกพอขลุกขลิก ใส่กระเทียม โรยผงใบอะไรของเค้าซักอย่าง (อันนี้ไม่รู้จริงๆว่ามันคือผงใบอะไร) เรียกว่าเป็นแบบ "al ajillo" เป็นสไตล์การปรุงอาหารแบบหนึ่งของสเปนเค้าค่ะ รสชาติจะออกเค็มเล็กน้อยถึงปานกลาง มีกลิ่นกระเทียม กลิ่นน้ำมันมะกอก ได้รสของกุ้งกับปลาหมึกเต็มๆ กินคู่กับขนมปังกำลังดีเลยค่ะ Undecided 
 
โดยสรุป จขบ.ชอบเมืองนี้มากจริงๆค่ะ เป็นเมืองที่อยากกลับไปอีกครั้ง ที่นี่ไม่ได้มีแลนค์มาร์คที่น่าตื่นตาตื่นใจ หรือมีขนาดใหญ่มโหฬารอะไรแบบปารีสหรือโรมนะคะ แต่ว่าที่นี่มันมีชีวิตชีวาในลักษณะของเมืองตากอากาศแบบยุโรปๆอ่ะค่ะ แล้วนักท่องเที่ยวก็ไม่ได้พรึบพรั่บมากจนเรารู้สึกว่ามันพลุกพล่านจนเกินไป touristry จนเกินไป เราแทบจะเป็นนักท่องเที่ยวเอเชียกลุ่มเดียวที่ไปเที่ยวช่วงนั้นเลยค่ะ เพราะเราไม่เห็นคนเอเชียคนอื่นๆเลย (หรืออาจจะมีแต่จขบ.ไม่เห็นก็ได้ค่ะ Foot in mouth
 
สถานที่ท่องเที่ยวที่นี่เหมาะกับคู่ฮันนีมูนมากๆเลยค่ะ คือ มันมีมุมที่โรแมนติกอยู่หลายมุม เหมาะกับการเดินเล่น ชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน ร้อนก็ลงไปเล่นน้ำกัน เหนื่อยก็มานอนพักริมชายหาด อะไรแบบนี้อ่ะค่ะ Wink ในความรู้สึกของจขบ.คือ มันเป็นเมืองที่น่าอยู่ น่าเที่ยว ของกินอร่อย คนดูมีระเบียบวินัย และมีคุณภาพชีวิตสูง (กว่าคนทางภาคกลางๆและใต้ๆของสเปน - อันนี้วัดจากความรู้สึกตัวเองนะคะ) 
 
ใครอยากมาเที่ยว ถ้ามาจากมาดริด สามารถนั่งเครื่องบินมาลงที่ Bilbao แล้วต่อรถบัสมาได้ค่ะ หรือถ้ามีเวลามากหน่อย แต่งบน้อย แนะนำให้นั่งรถบัสค่ะ สะดวกสบาย มีคุณภาพมาตราฐานสูง (กว่ารสบัสบ้านเรามากกก) ก็จะใช้เวลาประมาณ 5-6 ชม.ค่ะ
 
จขบ.ขอส่งท้าย entry นี้ ด้วยภาพวิวทิวทัศน์ระหว่างทางขากลับค่ะ แล้วเจอกันใหม่ entry หน้านะคะ ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านค่ะ Cool
 
 
 
 

edit @ 4 Jul 2013 22:14:56 by Sea So Sweet

Comment

Comment:

Tweet

สวยมากกกก

 

 

 

 

-------------------------------------------------------------


คาสิโนออนไลน์ / holiday palace / gclub

#5 By ku25312531 on 2015-10-30 03:01

งดงามจิงๆ ขอบคุณที่แบ่งปันนะคะ
บาคาร่า
บาคาร่าออนไลน์

#4 By เจี๊ยบ (183.89.83.225|183.89.83.225) on 2015-05-13 01:46

Its interface characters design may not be all excellent, but its 3D design impact is very excellent, by the up and down or so the key control, fascinated can try, the sensation is very similar with Silver. Music is always be players praise, and its map real-time show let you wrongly assume that you are http://www.vipgw2.com/ getting recommendations, not just a activity title website.The sevice provided is known as the best, first-class organization on the internet to players, because they execute it in his own way.

#3 By tongcuiloveyou on 2013-07-23 13:27

บรรยากาศสวยมากเลยครับ น่าไปมากๆ :D
หิวตอนท้ายเช่นเคย ~ -oo-
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By [zzlovers] on 2013-07-12 23:42

ชอบรูที่มีลมเป่าขึ้นมา
แปลกดี
( Hot! Hot! )

#1 By Nirankas on 2013-07-05 18:15