สวัสดีค่ะ ใน entry นี้จขบ.จะมาแนะนำ 5 มุม(ไม่)ลับในมาดริดที่สวยงาม มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ สำหรับใครที่อยากจะลองเที่ยวนอกลู่ นอก Route หลักดูบ้าง เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาเหลือๆเที่ยวในมาดริดแล้ว ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี หรือไปตามลายแทง-แลนด์มาร์กหลักๆมาหมดแล้ว อันที่จริง มุมที่ติ๊ดตี่กำลังจะแนะนำต่อไปนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นมุมลึกลับอะไรหรอกค่ะ เรียกว่าเป็นมุมที่ส่วนตัวชอบ ถ่ายรูปแล้วเก๋ แล้วฮิป (ฮ่าๆๆ) และคิดว่า เป็นที่ที่นักท่องเที่ยวมักจะมองข้ามไปค่ะ 

 

1. มาดริดอาหรับ

 

คุณรู้หรือไม่ว่า สถานที่แห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่างพระราชวังหลวง (Palacio Real) กับมหาวิหารอัลมูเดนา (Catedral de la Almudena)

ว่ากันว่า มาดริดเป็นเมืองหลวงเพียงแห่งเดียวในยุโรปที่มีต้นกำเนิดมาจากการตั้งเมืองของชาวอาหรับจากแอฟริกาเหนือหรือแขกมัวร์ที่เข้ามาครอบครองดินแดนในคาบสมุทรไอบีเรียตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8

กษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 1 ผู้ก่อตั้งเมือง Mayrit (ชื่อเดิมของมาดริด)ได้สั่งการให้สร้างกำแพงล้อมรอบเขตเมือง ซึ่งในปัจจุบันเหลือให้เห็นอย่างเด่นชัดเพียงส่วนกำแพงที่ตั้งอยู่บริเวณ Cuesta de la Vega หรือถนนด้านข้างมหาวิหารอัลมูเดนาเท่านั้น ส่วนอื่นๆของกำแพงถูกกาลเวลาและการก่อสร้างตึกรามบ้านช่องทับถมจนแทบมองไม่เห็นเค้าร่างเดิมของตัวกำแพง แนวกำแพงส่วนใหญ่ก็ถูกผนวกเข้าเป็นผนังตึกจนไม่สามารถมองเห็นได้

สิ่งที่คุณจะได้เห็นจากที่นี่อาจจะไม่ใช่สิ่งก่อสร้างที่สวยงามตระการตา แต่มันคือเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ มันคือหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของแขกมัวร์ ณ บริเวณที่ต่อมาได้กลางเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรคริสต์ และคือรากเหง้าของเมืองมาดริด

ในมาดริดยังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่บอกเล่าเรื่องราวตั้งถิ่นฐานของชาวอาหรับ ไม่ใช่แค่กำแพงแห่งนี้เพียงที่เดียว แต่ใน entry นี้ ติ๊ดตี่ขอแนะนำสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญในแง่ของการเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ที่สุดของมาดริด คือ หมู่อาคารบริเวณ Plaza de la Villa (ปลาซา เด ลา บิยา)

บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของที่ว่าการกรุงมาดริดมาก่อน (ปัจจุบันที่ว่าการฯได้ย้ายไปอยู่ที่ Palacio de Cibeles แล้ว) และยังเป็นที่ตั้งของอาคารที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 อย่าง Casa y Torre de los Lujanes - อาคารและหอคอยลูคันเนส - ซึ่งนับเป็นสิ่งก่อสร้างของพลเมือง หรือ civil construction (ไม่รับรวมป้อม ปราสาท พระราชวัง) ที่เก่าแก่ที่สุดของมาดริดที่ยังคงใช้งานมาถึงปัจจุบันสถาปัตยกรรมเป็นแบบโกธิคผสมผสานสถาปัตยกรรมแขก สังเกตได้จากซุ้มประตูบานใหญ่ของอาคาร

แผ่นป้ายที่จารึกไว้ว่า อาคารแห่งนี้เป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 15


 

 

2. Behind the Statue: อนุสาวรีย์ Felipe IV
- การ featuring กันครั้งสำคัญระหว่างเบลาซเกซ (Velazquez) จิตรกรเอกของสเปน
กับกาลิเอโอ (Galileo) นักดาราศาสตร์เอกของโลก –

อนุสาวรีย์พระเจ้าเฟลิปเป้ที่ 4 ตรงกลางลานจตุรัสโอเรียนเต้ (Plaza de Oriente) เป็นอนุสาวรีย์กษัตริย์ทรงม้าที่ม้าทรงตัวอยู่ด้วยขาหลังสองขาแห่งแรกของโลก!

ก่อนหน้านี้ อนุุสาวรีย์ทรงม้าจะเป็นแบบม้ายืนสี่ขา ไม่เคยมีใครทำแบบยืนบนขาสองขามาก่อน งานเลยเข้าบรรดาช่างปั้นทั้งหลาย เพราะต้องคิดค้นกันหัวแตกว่า ทำยังไง ม้าถึงจะยืนสองขาแล้วยังสามารถรับน้ำหนักของตัวรูปปั้นทั้งหมดไว้ได้

หวยมาออกที่ช่างปั้นชาวอิตาลีชื่อ Pietro Tacca ส่วนแบบได้รับการดีไซน์โดย Velazquez จิตรกรเอกของสเปน (คนที่วาดรูป Las Meninas อันโด่งดัง) และคำนวนการรับน้ำหนักและกระจายน้ำหนักตามหลักวิทยาศาสตร์โดย Galileo (ใช่ค่ะ กาลิเลโอคนเป็นนักดาราศาสตร์เอกของโลกนั่นล่ะค่ะ!)

Solution ที่ได้คือ ทำส่วนครึ่งหน้าบนของรูปปั้นให้กลวง และส่วนครึ่งหลังล่างทำให้หนา หนัก และทึบ เป็นผลให้รูปปั้นสามารถทรงตัวอยู่ได้บนขาหลังสองขาได้ (จริงๆมีหางม้าช่วยด้วย) Pietro Tacca ใช้เวลาทำอยู่ถึงหกปี ตั้งแต่ปี 1634-1640 หลังจากส่งผลงานที่เสร็จสิ้นแล้วไปยังมาดริด เค้าก็เสียชีวิตลงภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนคล้อยหลัง...

Plaza de Oriente ยามค่ำคืน


3. ในสวนลับ
สวนกาปริโช (Capricho)และ Jardín del Príncipe สวนป่าในอารังเฆวส  (Aranjuez)    

 

สวนกาปริโช หรือ El Capricho ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงมาดริด ค่อนไปทางสนามบินบาราฆัส การเดินทางมาที่นี่ ให้นั่งรถไฟใต้ดินสายสีเขียวมาลงที่สถานี  El Capricho แล้วเดินต่ออีกประมาณ 750 เมตรจะถึงทางเข้าสวน

 

สวนแห่งนี้เคยเป็นสวนของขุนนางเก่าของสเปน  ภายในมีทั้งโซนร่มรื่นเหมือนอยู่ในป่า โซนที่ต้นไม้ถูกตัดแต่งอย่างสวยงามเป็นรูปร่างต่างๆ โซนเขาวงกต มีอาคารลักษณะเหมือนวังฤดูร้อน กระท่อมที่ให้ความรู้สึกเหมือนกระท่อมแม่มดในนิทาน แอ่งน้ำที่ถูกตะไคร่เกาะจนเขียวครึ้ม ...นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่คุณจะได้พบที่นี่

 

 

 

สวน Jardín del Príncipe (ฆาร์ดิน เดล ปรินซิเป) ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดอารังเฆวส (Aranjuez) ห่างจากกรุงมาดริดลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 47 กม. นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เมื่อมาอารังเฆวส ก็จะเที่ยวอยู่แค่ในส่วนของพระราชวังอารังเฆวสเท่านั้น แต่สิ่งที่ติดตาตรึงใจจขบ.มากที่สุดคือสวน Jardín del Príncipe (ฆาร์ดิน เดล ปรินซิเป) แปลตรงตัวได้ว่า "สวนของเจ้าชาย" ที่เรียกเช่นนั้น เพราะสวนแห่งนี้กษัตริย์ Carlos IV ทรงมีดำริให้สร้างขึ้นในสมัยที่พระองค์ยังดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมาร (Príncipe de Asturias) ในช่วงปี 1789 – 1808

พระราชวังอารังเฆวส


 

สวนแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก ภายในแบ่งเป็นหลายโซนย่อย แต่ละโซนก็จะมีธีมประจำโซน บางโซนตกแต่งเป็นสวนแบบฝรั่งเศส บางโซนเป็นสวนแบบอังกฤษ มีสระน้ำ มีท่าเรือ เนื่องจากสมัยก่อนเป็นจุดที่กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ลงล่องเรือไปตามลำน้ำใกล้ๆพระราชวัง ในบริเวณสวนแห่งนี้จึงเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เรือพระที่นั่ง (Museo de Falúas Reales) อีกด้วย เรือพระที่นั่งแบบโบราณสวยมาก แต่ข้างในห้ามถ่ายรูป เพราะฉะนั้นคงต้องมาดูด้วยตาตัวเองเท่านั้น!

 

 

ส่วนตัวขอยกให้ Estanque de los Chinescos เป็นมุมที่สวยที่สุดและโรแมนติกที่สุดใน Jardín del Príncipe เลย คือ มันสงบ ร่มรื่น สบายตา คลาสสิคมาก เหมาะมานั่งปิคนิคจิบน้ำชายามบ่ายคล้อย (ฮ่าๆๆ)

 

 

 4. จุดชมวิวมหาวิหาร Almudena ที่สวยที่สุด

 

มหาวิหารแห่งนี้เป็นมหาวิหารแห่งเดียวในสเปนที่สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่สองเสด็จมาทำพิธี consecrate ในปี 1993 (พิธีนี้ตามความเข้าใจของติ๊ดตี่เอง หมายถึงการ “เจิม” หรือ “ทำให้ศักดิ์สิทธิ์” หรือเป็นการยกระดับมหาวิหารแห่งนี้ว่า มีความศักดิ์ สิทธิ์ แต่ไม่แน่ใจว่าทางศาสนาคริสต์ใช้คำว่าอะไรนะคะ) 


วิวจากบริเวณเนินบนถนน Pastor

 

วิวจากบริเวณถนน Segovia ฝั่งที่เดินข้ามสะพานไปแล้ว (ตัวสะพานคือส่วนหนึ่งของถนน Bailén)

 

 

 

5. มองมาดริดจากมุมสูง

 

จุดชมวิวบนชั้นดาดฟ้าพิพิธภัณฑ์ Círculo de Bellas Artes

จากข้างบนสามารถมองเห็น landmark ที่สำคัญๆของมาดริดได้อย่างสวยงาม ทั้ง Palacio de Cibeles, Edificio Metrópolos, ถนน Gran Vía และในวันที่อากาศดีๆยังมองเห็นไปถึงแนวเทือกเขาทางด้านเหนือของมาดริดด้วย ข้างบนมีบาร์เล็กๆ เหมาะกับการนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆชมวิวมาดริดยามเย็นมากๆ

ค่าขึ้น 4 ยูโร เวลาเปิด-ปิด: วันจันทร์ถึงพฤหัส 09:00 – 02:00 / วันศุกร์ 09:00 – 02:30 / วันเสาร์และอาทิตย์ 11:00 – 02:30

 

Edificio Metrópolis (1907) เข้าใจกันผิดๆมาว่าตึกนี้เป็นตึกหมายเลข 1 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของถนน Gran Vía
แต่อันที่จริงแล้ว ตึกนี้ตั้งอยู่บนเลขที่ 39 ถนนอัลกาล่า
ตึกหมายเลข 1 ของถนน Gran Vía จริงๆแล้วคือ 
Edificio Grassy  

 

จุดชมวิวบน Faro de Moncloa (ฟาโร เด มองโกล)

 

เป็นจุดชมวิวจากหอที่ทำให้คุณเห็นพื้นที่สีเขียวอันกว้างใหญ่ของมาดริด เห็นไปได้ไกลถึงแนวเทือกเขาทางเหนือ และขนาดเมืองที่ขยายใหญ่จนสุดลูกหูลูกตา ค่าขึ้น 3 ยูโร เวลาเปิด-ปิด: วันอังคารถึงอาทิตย์ 09:30 – 20:30 ปิดวันจันทร์

 

 

จุดชมวิวบนชั้น 9 ห้างสรรพสินค้า El Corte Inglés (เอล กอร์เต้ อิงเกลซ)

 

ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณ Plaza de Callao เมื่อคุณเข้าไปในห้าง ให้หาทางขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 9 คุณจะพบกับ บริเวณที่เรียกว่า Gourmet Experience เป็นชั้นที่รวบรวมร้านอาหารคล้ายๆฟู๊ดคอร์ทแบบไฮโซตามห้างบ้านเรา มีของกิน ของฝากแบบ premium และมีระเบียงกระจกที่ทำให้คุณเห็นวิวของถนน Gran Vía, โรงละครโอเปร่า, พระราชวังหลวง, และมาดริดย่านใจกลางเมืองในมุมสูง ช่วงเวลาไพรม์ไทม์คือสองสามทุ่มเป็นต้นไป คนจะเยอะมาก หาเวลามาช่วงอื่นๆ จะทำให้เห็นวิวให้สวยกว่า และหามุมถ่ายรูปได้ง่ายกว่า

 

6. พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (Museo Arqueológico)

 

ที่นี่เป็นที่ที่จะทำให้คุณได้รู้ว่า สเปนมีของดีมากกว่าที่คุณคิด

ที่นี่ไม่ได้ใหญ่โตมโหฬารเท่าพ